วิเคราะห์ไฝ่รู้ประวัติศาสตร์ » วิเคราะห์ประวัติศาสตร์ สัญญาณกรุงแตก อีกเหตุผลหนึ่ง

วิเคราะห์ประวัติศาสตร์ สัญญาณกรุงแตก อีกเหตุผลหนึ่ง

1 มิถุนายน 2018
154   0

เรามักจะถกเถียงกันเสมอว่ากรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 นั้นเพราะสาเหตุใดเป็นหลัก

ส่วนใหญ่ก็จะประมาณว่า การทหารอ่อนแอ่ การปกครองเสื่อมทราม นโยบายการเมือง แผนกลยุทธที่ผิดพลาด การทุรยศของพระยาพลเทพ รวมไปถึงความเข้มแข็งของฝ่ายพม่ามอญ

ในส่วนตัวผมมองว่าสาเหตุหลักๆ นั้นมีด้วยกัน 2 ประการ หนึ่งคือความเข้มแข็งของฝ่ายพม่ามอญนั้นน่าจะเป็นสำคัญ เพราะต้องยอมรับในความจริงที่ว่ากองทัพของพระเจ้ามังระขณะนั้น ถือว่าอยู่ในช่วงจุดสูงสุดของราชวงศ์คองบอง สามารถทำศึกเอาชนะอยุธยาได้พร้อมกับยันทัพราชวงศ์ชิงได้ขณะเดียวกัน ตรงนี้ต้องชื่นชมความกล้าแข็งของมหาอำนาจแห่งอุษาคเนย์ในยุคนั้น

ประการที่สองก็เถียงไม่ได้ว่าการทหารของฝ่ายอยุธยานั้นอ่อนแอเป็นอย่างมาก ที่ว่าอ่อนแอนั้นพอจะแยกเป็นสองส่วน โดยจะตั้งข้อพิจารณาดังนี้

อ่อนแอในทางจำนวน ตรงนี้เกิดจากนโยบายของราชวงศ์บ้านพลูหลวงที่ประสพปัญหากบฎหัวเมืองหลายครั้ง ทำให้ตอบสนองด้วยการจำกัดจำนวนทหารหัวเมือง ก็เพื่อลดทอนความแข็งแกร่งของขุนนางที่ไม่ภักดี แต่ก็เช่นเดียวกัน มันไม่เพียงอ่อนแอต่อการปราบกบฎจากกองทัพภายใน มันยังไร้สมรรถภาพต้านทานกองทัพภายนอกด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ทัพเหนือใต้พม่าดำเนินการกวาดล้างหัวเมืองต่างๆ ประหนึ่งโดมิโน่น้อยก็ไม่ปาน

 

ความอ่อนแอประการที่สองคือความอ่อนแอในฝีมือการรบ โดยเฉพาะแม่ทัพนายกองต่างๆ

ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นจุดต่ำสุดของกรุงศรีอยุธยาเลยก็ว่าได้ ตรงนี้หลักๆ เกิดจากการผลัดแผ่นดินในยุคหลังๆ มีการกบฎแย่งชิงอำนาจเป็นนิจ โดยทุกครั้งที่กำจัดศัตรูการเมือง การไล่พิฆาตนายทหารขุนนางใหญ่ก็ตามมาด้วย นั่นทำให้สูญเสียมันสมองในการบริหารประเทศไปเสียมาก

ซึ่งกรณีที่ถือเป็นจุดซ้ำเติมความอ่อนแอครั้งสุดท้ายก่อนกรุงแตก ก็เห็นจะเป็นกรณีพระเจ้าอุทุมพรสละราชบัลลังก์ออกลาผนวช เหล่าขุนนางฝ่ายขุนหลวงหาวัดไม่พอใจเหตุที่เกิดขึ้น พากันลาราชการบวชเป็นพระตามนายไปเสียมาก ซึ่งแทบจะเป็นขุนทหารข้าราชการมีฝีมือชุดสุดท้ายก็ว่าได้

เพราะพระเจ้าเอกทัศน์เมื่อคราวพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศพระราชบิดาเป็นกษัตริย์ ก็บังคับให้พระองค์บวชเพื่อหลีกทางให้พระอนุชาเป็นรัชทายาท จุดนี้ทำให้ขุนนางฝ่ายพระองค์มีไม่มาก ทั้งยังไม่ใช่ผู้คุมอำนาจและผู้มีฝีมือแต่เดิม คราวปราบเจ้าสามกรมก็เป็นขุนนางฝ่ายพระเจ้าอุทุมพรเป็นหลัก นี่จึงทำให้แม่ทัพนายกองช่วงกรุงแตกดูจะไร้ฝีมือการรบอย่างหนัก

ข้อพิสูจน์ประการหนึ่งที่ส่งสัญญาเตือนเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2303 คราวนั้นมีมอญกลุ่มใหม่ทนการกดขี่ฝ่ายพม่าไม่ได้หนีมาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารประมาณ 1,000 คน ก็ทรงรับไว้ให้ตั้งบ้านเรือนทางตะวันตกเฉียงเหนือ เกิดว่าวันหนึ่งมักใหญ่ใฝ่สูงก่อกบฎบุกเข้ายึดนครนายกเป็นที่มั่น คาดว่ามีกำลังคนราว 600 เรียกกันว่ามอญใหม่ ทางอยุธยาส่งพระยาสีหราชเดโชยกทัพ 2,000 ไปปราบ แต่กลับถูกตีแตกยับเยิน ทั้งที่ฝ่ายมอญหาอาวุธมิได้คงมีแต่ไม้ตะบองเท่านั้น

 

พระยายมราชจึงต้องนำทัพ 2,000 พระยาเพชรบุรีนำทัพ 1,000 ยกไปช่วยจึงตีมอญใหม่แตกหนีไปทางหล่มสัก

ตรงนี้เป็นความในพงศาวดารฉบับพันจันทานุมาศ(เจิม) ซึ่งเราจะสงสัยว่าเป็นการใส่ความเพราะค่อนขอดรังเกียจราชวงศ์ที่เสียกรุงก็จริง หากแต่เหตุการณ์นี้มีบันทึกของ มองซิเออร์บรรโกต์ ชาวฝรั่งเศสที่อยู่ร่วมยุค ได้บันทึกเหตุการณ์นี้ในทำนองว่า พวกมอญใหม่ลุกขึ้นก่อกบฎด้วยว่าเจ้าเมืองไม่อยู่ในครรลอง ฝ่ายมอญใหม่มีเพียงไม้แหลมเสี้ยมเท่านั้น กองทัพสยามยังถูกตีแตก พระเจ้ากรุงสยามกริ้วมาก จึงส่งทัพใหญ่ 8,000 ไปปราบ ทั้งที่กบฎมีเพียง 600 เท่านั้น แต่ทัพใหญ่ก็เพรียงพร้ำทำท่าจะเสียทีกบฎ โชคดีที่ลูกน้องขุนหลวงหาวัดลาสิกขามาช่วยราว 500 คน จึงกู้ทัพและเอาชนะมอญใหม่ได้ จับเชลยได้เพียง 50 คน ที่เหลือก็หนีไปเสียสิ้น

ตรงนี้ทั้งสองบันทึกก็พอจะแตกต่างกันไปบ้าง แต่มีเนื้อหาหลักๆ ตรงกัน คือมอญใหม่มีจำนวนราว 600 คน และอาวุธคือไม่พองไม้แหลม กลับเอาชนะกวาดล้างทัพแรกของอยุธยาที่มากกว่า 3-4 เท่าแบบย่อยยับ จนร้อนถึงทัพที่สองที่เพิ่มจำนวนกว่ามากมาบดขยี้

ตรงนี้แสดงภาพความอ่อนแอของกองทัพอยุธยาที่เพียงแต่กองทัพกบฎชาวบ้านไร้อาวุธดีๆ ยังเอาชนะเสียไม่ได้ ทั้งที่มีผู้นำทัพระดับพระยาสีหราชเดโช ทัพใหญ่ก็ต้องอาศัยจำนวนที่มากกว่าแต่ก็ใช่เอาชนะได้เบ็ดเสร็จอีกด้วย

ตรงนี้คงต้องยอมรับความจริงว่าการพ่ายแพ้ต่อศึกเล็กๆ ครั้งนี้พอจะบ่งบอกว่าอยุธยามีความสามารถต้านสงครามใหญ่เพียงไร นั่นจึงไม่แปลกที่ให้หลังเพียง 7 ปี กรุงก็แตก