ธรรมส่องใจ » เรื่องราวของคนมีกรรม เรื่อง คนหลงทาง

เรื่องราวของคนมีกรรม เรื่อง คนหลงทาง

29 พฤษภาคม 2018
162   0

       การเดินทางและการใช้ชีวิตที่ผิดทาง มีการเริ่มต้นที่สวยงามและมักลงท้ายด้วยความผิดหวังเสมอ

       ตั้งแต่โตขึ้นมาเป็นผู้ชายที่หน้าตาดีใครๆ และเพื่อนๆ ก็พูดยกยอผมว่าเหมาะที่จะไปเป็นนักร้องแสดงคอนเสิร์ตมากกว่าที่จะอยู่บ้านนาน้ำดำ ทำไร่ไถ่นาเหมือนกับบรรพบุรุษ ผมเองก็มีความฝันเช่นกัน เพราะครอบครัวของผมมีที่ดินเป็นร้อยไร่ ที่ได้รับมรกดตกทอดจากคุณปู่ หากเข้ากรุงเทพและมีผู้คนที่สนับสนุนให้เป็นนักร้องจริงก็สามารถที่จะมาขอที่ดินจากพ่อไปทำทุนได้เพราะไม่อยากอยู่ที่นาน้ำดำต่อไปอีกแล้ว มันไกลตัวเมืองและเจริญเอาเสียเลยในความรู้สึกของผม

ผมเป็นคนที่หน้าตาดี และมีผู้หญิงที่มาหลงผมหลายคน แต่มีคนเดียวเท่านั้นที่ผมสนใจ แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่มีที่ท่าว่าจะสนใจผมเอาเสียเลย แถมเมื่อผมบอกเธอว่าผมจะไปเป็นนักร้องเธอกลับดูถูกผมอีกบอกว่า อย่างผมน่ะไม่สามารถที่จะเป็นนักร้องที่โด่งดังในกรุงเทพได้หรอกเพราะหน้าตาไม่อินเตอร์เป็นลูกครึ่ง ความโกรธทำให้ผมหนีออกจากบ้านเข้ากรุงเทพไปอยู่กับพี่ชายญาติห่างๆ ที่อยู่ปากคลองสานมีอาชีพขี่สามล้อเครื่องรับจ้าง ยิ่งเมื่อพี่ชิตรู้จุดประสงค์ของผมก็เห็นด้วย พี่ชิตมีอาชีพถีบสามล้อรับจ้าง ส่วนภรรยาก็ขายข้าวเหนียวหมูปิ้ง ผมจะช่วยพี่สะใภ้เสียบข้าวเหนียวหมูขายก่อนที่จะออกไปสมัครงานเป็นนักร้อง แต่ก็ไม่มีที่ไหนต้องการผม จนผมเริ่มท้อแล้ว ในวันหนึ่งมีดนตรีหมอลำลูกทุ่งมาแสดงที่โรงภาพยนตร์ย่านวงเวียนใหญ่ ผมจึงเดินเข้าไปถามหาผู้จัดการวงทันที เขาชี้ไปยังกลุ่มคนที่นั่งอยู่ในร้านอาหารข้างๆ โรงภาพยนตร์ ผมจึงเข้าไปบอกจุดประสงค์กับเขาว่า อยากเป็นนักร้องและได้ร้องเพลงให้พวกเขาฟังท่อนหนึ่ง ได้รับคำชมว่าร้องเพลงได้ให้ฝึกร้องให้เข้ากับดนตรี และบอกให้พบกันในตอนเที่ยงอีกวันของพรุ่งนี้

        ผมรีบไปตามนัดด้วยความดีใจ ผมใฝ่ฝัน ความฝันของผมใกล้จะเป็นความจริงขึ้นมาแล้ว

ผมได้ไปห้องอัดเสียงแห่งหนึ่งใกล้ปากคลองสาน เขาให้ร้องเพลงอยู่กับจังหวะเพลงในเทปอยู่หลายเพลงจนเย็น และบอกแก่ผมว่ายังร้องผิดจังหวะอยู่มาก ต้องไปเรียนร้องเพลงมีค่าใช้จ่ายอยู่ 5000 บาท ผมรีบกลับบ้านนอกด้วยความหวังและความฝันเต็มเปี่ยม เพื่อไปขอเงินจากพ่อ พ่อไม่มีเงินแต่ยอมที่จะจำนองที่มาให้ผมเอาเงินมาเรียนร้องเพลง

เมื่อเรียนร้องเพลงได้เดือนกว่าๆ เท่านั้น เขาก็บอกแก่ผมว่าใช้ได้ จะไปฝากร้องเพลงลูกทุ่งอยู่กับหมอลำคณะหนี่งก่อน ผมบอกความประสงค์ที่อยากอัดแผ่นเสียงเลยได้มั้ย เขาบอกว่าไม่ได้หรอก เพราะไม่มีทุน การอัดแผ่นนั้นต้องใช้ทุนเป็นล้านเลยทีเดียว เว้นเสียแต่ว่าผมจะมีเงินลงทุนเองเท่านั้น

ผมกลับมาที่บ้านนาน้ำดำอีกครั้งด้วยความผิดหวัง ตัดสินใจอยู่หลายวันก็ปรึกษาให้พ่อขายที่นา เอาเงินมาตั้งคณะหมอลำลูกทุ่งไล่ตามความฝันของผม พ่อยอมขายนาให้ด้วยความรักลูก เมื่ออาทราบว่าพ่อขายนาได้ อาก็มาขอเงินเพราะที่ดินผืนนั้นเป็นมรดก แต่พ่อไม่ยอมให้บอกว่าปู่ยกให้พ่อ ใครไม่มีสิทธิ์ทั้งนั้นอยากได้ก็ให้ไปฟ้องร้องเอา ทำให้อาของผมโกรธแค้นมาก ตัดพี่น้องทั้งยังสาปแช่งอีกด้วย

 

        เมื่อผมได้เงินจากการขายที่นามาแล้วก็ปรึกษาตั้งวงดนตรีกับเพื่อนหมอลำที่รู้จักร่วมกันตั้งวงดนตรีหมอลำขึ้น มีงานบ้างประปราย ใครจ้างให้ไปเล่นที่ไหนก็ไป ใกล้ไกลได้ทั้งนั้นโดยไม่สนใจเรื่องกำไรขาดทุน ขอให้ได้ไปแสดงมีคนรู้จักชื่อเสียงนิดหน่อยเท่านั้น แต่ก็ไม่ดังซักที

เพื่อนๆ เลยยุให้ผมไปร้องเพลงอัดแผ่นเสียงอัดเทปโฆษณาโทรทัศน์ คนจะได้รู้จักยิ่งขึ้น คณะหมอลำจะได้ดังไปด้วย ผมบอกให้พ่อขายที่นาผืนสุดท้ายมาลงทุนทำ

ผลปรากฏว่าเทปขายไม่ได้ ต้องขายกิจการหมอลำทั้งหมด เอาเงินมาซื้อที่ได้ไม่กี่ไร่ และก็เริ่มต้นที่จะทำไร่กันใหม่ เป็นชาวไร่เหมือนเดิม พวกญาติๆ รู้ข่าวต่างก็มาสมน้ำหน้าพากันพูดกันว่าเงินที่ได้มาจากการโกงอยู่ไม่ทนหรอก นี่ละหนาวิถีชีวิตคนทะเยอทะยานใฝ่ฝันอยากเป็นคนที่มีชื่อเสียงโด่งดังในอาชีพนักร้องกับเขาบ้าง โดยไม่ได้มองตัวเองว่ามีความสามารถแค่ไหน หลงเดินทางผิดไปหลายปี เกือบหมดเนื้อหมดตัวขายผืนดินที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้ไปอย่างน่าเสียดาย ญาติมิตรสหายก็ต้องมาขาดกัน เพราะความทะเยอทะยานของผม

ทุกวันนี้ผมได้รู้จักสัจธรรมแล้วว่าไม่มีที่ไหนจะสุขใจได้เหมือนบ้านเกิดของผม ผมทำไร่ทำนาร้องเพลงตามทุ่งนาด้วยความสบายใจ ไม่ทะเยอทะยานอีกแล้ว