วิเคราะห์ไฝ่รู้ประวัติศาสตร์ » ทำไมคนสุพรรณ จึงเรียกว่า ไอ้หมา อีหมา พ่อก็หมาแม่ก็หมา คลายข้อสงสัยที่นี่

ทำไมคนสุพรรณ จึงเรียกว่า ไอ้หมา อีหมา พ่อก็หมาแม่ก็หมา คลายข้อสงสัยที่นี่

25 พฤษภาคม 2018
180   0

ทำไม?คนสุพรรณ
“เรียกคนว่า”หมา”

“ไอ้หมา อีหมา”
“พ่อก็หมา แม่ก็หมา ลูกก็หมา”
หมากันทั้งหมดเลย

เสียงเหน่อเสน่ห์สุพรรณ โด่งดังมาเนิ่นนานหลายสิบปี
ตั้งแต่นักพากย์”สมพงษ์ วงษ์รักไทย”เอาไปใส่เสียง
”ล้อต๊อก”บรมครูตลกของเมืองไทยในภาพยนตร์ไทย
ตั้งแต่ยุค16 ม.ม(จอเล็ก) จนถึง 35 ม.ม(จอใหญ่)

อีกทั้งเสียงเพลงลูกทุ่งเหน่อๆ”รักสาวเมืองสิงห์”
ยุคแรกๆ
และ”หนุ่มสุพรรณ”ของ”คาราบาว“อีกมากมาย

 

ดังถล่มทลายสุดขีด จากภาพยนตร์
“บุญชู” รับบทโดย สันติสุข พรหมศิริ สมจริงสุดๆ

ปัจจุบัน“มนต์เสน่ห์เสียงเหน่อ”ของสุพรรณ
จืดจางไปตามยุคสมัยอันเป็นธรรมดาของสังคม
แห่งการอยู่ร่วมของไทย วัฒนธรรมภาษา หรืออื่นๆอะไรที่อ่อนแอ ย่อมพ่ายแพ้เสมอ

แต่ก็ยังมีผู้สงสัยว่าทำไม? คนสุพรรณ
ถึงเรียก “คน ว่า หมา”
เรียก เด็กเล็ก/หนุ่มสาวว่า”ไอ้หมา อีหมา”
ดังว่า“หมา”นั้นแทน”ชื่อคน”

ซึ่งมันคนละคำกับว่า”พ่อก็หมา แม่ก็หมา ลูกก็หมา หมากันทั้งหมด”
ซึ่ง “หมา”คำนี้ เป็น”กริยา คือ”มา”แปลว่า“เดินทาง”

คำว่า“หมา”ใช้เรียกแทน”คน”นี้จึงค้างคาใจใครๆอีกหลายคน

ประเพณี“การตั้งชื่อแต่โบราณ”นั้นแยกออกเป็น 2 นัย
1..ชื่อ เด็กเกิดใหม่ ..
…ที่”แม่”ยังอยู่ไฟ” คือประมาณหนึ่งเดือน

2. .ชื่อเด็กที่ตั้งขึ้น ..
….หลัง”แม่”ออกจากอยู่ไฟ แล้ว …..
.

กรณีเด็กเกิดใหม่นั้น โบราณเชื่อกันว่า อาจเป็น
“วิญญาณ -บรรพบุรุษ หรือ เทวดา” มาเกิด
(“อุบายของคนโบราณ” คือ ให้เอาใจใส่ให้ดีที่สุด)
หากเด็กมาเกิดแล้วหน้าตาดี “ผีเห็นแล้วจะชอบ” จะเอากลับไป

เนื่องจากการ”คลอดลูก”สมัยนั้น มีอัตราการเสี่ยงสูงมาก
ที่จะ”ตายทั้งกลม”หรือไม่สมบูรณ์เพราะใช้ “หมอตำแย
ไม่มีการผ่าตัด จึงมีคำว่า“ ลูกผีลูกคน”
ความหมาย คือ หวังเป็นที่แน่นอนยังไม่ได้
ดังเช่นคำว่า.๓วันลูกผี(รอดไม่รอด)สี่วันลูกคน(รอด)

เช่น เด็กที่เกิดใหม่จะรอดหรือไม่”ยังเป็นลูกผีลูกคนอยู่”ในเดือนแรกๆ
“ยังเป็นลูกผีลูกคนอยู่” จึงกลัวว่า “ผีจะเอาไป คือ ตายนั่นเอง”

คนโบราณจึงมีข้อห้ามว่า“ห้ามชมลูกว่าน่ารัก น่าเอ็นดู”
เพราะกลัวว่า…..”ผีจะเอาคืนไป” หรือเอาไปเลี้ยง
ให้ บอกว่า“เด็กทารก น่าเกลียด.น่าชัง”ผีจะได้ไม่สนใจ

“การตั้งชื่อวัยทารก” ต้องตั้งชื่อ“ให้ฟังแล้ว
ไม่ไพเราะ ไม่สวยงาม อัปลักษณ์ น่าเกลียด”
เช่น” หมู หมา กา ไก่ ดำ แดง เขียว เหลือง”
ไม่ให้เป็นที่น่าสนใจต่อผี

ซึ่ง“เป็นวัฒนธรรมการตั้งชื่อ”เพราะกลัวผีเอาเด็กคืน
“เหมือนกัน”ทุกภาคของประเทศไทย เช่นภาคใต้ เรียกว่า “ชื่อน้ำนม”

หลังจากที่”แม่ออกไฟ”แล้วประมาณหนึ่งเดือน
หรือโกนผมไฟแล้ว “จึงจะตั้งชื่อจริง” ที่ไพเราะ
เหมาะสม ดังใจ เป็น”ศิริมงคล”ต่อไป
แต่บางคนก็ยังใช้” ชื่อเล่น” หมู หมา กา ไก่ ดำแดง เขียว นั้นต่อมา

สุพรรณบุรี.. มีตำนานความเชื่อนี้มาแต่โบราณ
มีชุมชนหลายชาติพันธุ์ ที่มีความเชื่อคล้ายกัน

จึงเรียกเด็กที่เกิดใหม่ “เป็นสัตว์ซื่อสัตว์น่ารัก”
เพื่อนที่แสนดี ใกล้ตัวที่สุด ในการเฝ้าบ้าน
กันขโมย ออกท้องไร่ ท้องนา ป่าเขา ก็คือ “หมา”

จึงใช้คำว่า”หมา”เรียกชื่อ“เด็กที่เกิดใหม่”
เหมือนเป็นลูกหมาที่น่ารัก แต่พูดว่าน่ารักไม่ได้
เดี๋ยวผีจะเอาไป จึงใช้คำ”หมา”แทนคำว่า”น่าเอ็นดู”
มากๆเข้าก็กลายเป็นเรียก“เด็กเกิดใหม่”
ว่า “หมา”กันทั่วเมืองสุพรรณ

เมื่อโตแล้วหากเจอเด็ก“ที่ไม่รู้จักชื่อ”ก็เหมาเรียก
ว่า“ไอ้หมา อีหมา” กลายเป็น“สรรพนาม”แทนการเรียกชื่อบุคคลว่า”ไอ้หมา อีหมา”ต่อกันมาจนเป็นภาษาที่ใช้ เรียกชื่อ เฉพาะ ของคนสุพรรณเท่านั้น
เหมือนคนอีสานเรียกเด็กว่า“บักหำ/อีหล้า”ทำนองเดียวกัน

ที่มาของ”อีหมาไอ้หมา”เมืองสุพรรณก็มีด้วยประการละฉะนี้

(หมายเหตุ.บทความเก่า๔ปีก่อน นำมาให้อ่านใหม่
ผู้ใดมีความเห็นแตกต่างไปกว่านี้โปรดให้วิทยาทาน)

บทความโดย อาจารย์ ถนัด ยันต์ทอง