ธรรมส่องใจ » ธรรมะสอนใจสำหรับผู้ท้อแท้

ธรรมะสอนใจสำหรับผู้ท้อแท้

22 พฤษภาคม 2018
150   0

อย่าประมาทหรือชะล่าใจว่าฉันมีความสุขแล้ว จะปฏิบัติธรรมไปทำไม มันไม่มีหลักประกันเลย ว่าพรุ่งนี้เราจะยังมีความสุข เราจะยังมีชีวิตอยู่ เคยคิดเคยเผื่อใจไว้บ้างไหม ว่าสักวันหนึ่ง

 

 

ธรรรมสอนใจผู้ท้อแท้ฉบับเต็ม เผยทางยูทูป เมื่อ ก.ค.2013 โดยผู้ใช้ชื่อว่า เสียงธรรม ผู้ทรงธรรม

อย่าประมาทหรือชะล่าใจว่าฉันมีความสุขแล้ว จะปฏิบัติธรรมไปทำไม มันไม่มีหลักประกันเลย ว่าพรุ่งนี้เราจะยังมีความสุข เราจะยังมีชีวิตอยู่ เคยคิดเคยเผื่อใจไว้บ้างไหม ว่าสักวันหนึ่ง เราอาจเป็นมะเร็ง สามี ภรรยา ลูก อาจมีอันเป็นไป ทรัพย์สินเงินทองอาจสูญเสีย ถูกทำลาย มันไม่แน่ใช่ไหม เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗ ที่ภูเก็ต พังงา เช้าวันนั้น แดดใส ฟ้าสวย ไม่มีใครคิดเลยว่าอีกไม่กี่นาทีนรกจะแตกเพราะสึนามิซัดกระหน่ำ

ถ้าเราตระหนักว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน เราจำต้องเตรียมตัวเตรียมใจรับกับความผันผวนปรวนแปรในชีวิต  สำหรับคนที่มีความทุกข์อยู่แล้วตอนนี้ ก็ยิ่งต้องรีบปฏิบัติธรรม เวลาเราทุกข์ เรามักโทษคนอื่น แต่เราเคยหันมามองตัวเองไหมว่า ที่ทุกข์นี่อาจเป็นเพราะใจของเราเปิดรับเอาความทุกข์เข้ามา

มีเรื่องเล่าว่า มีภรรยาคนหนึ่งตื่นเช้าก็ลุกขึ้นมาบริหารกายในห้องนอน มองผ่านหน้าต่าง ก็เห็นราวตากผ้าของเพื่อนบ้าน จึงพูดขึ้นมาให้สามีที่กำลังนอนอยู่ว่า “คุณดูสิ บ้านนี้ซักเสื้อผ้าไม่สะอาดเลย ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน มีรอยด่าง  บ้านก็รวย แต่ทำไมไม่ซักให้สะอาด” สามีฟังก็ไม่ว่าอะไร รุ่งขึ้นเธอก็บ่นเหมือนเดิม วันที่สามตื่นขึ้นมาเธอก็ทำเหมือนเดิม มองไปนอกหน้าต่าง แต่คราวนี้เธอแปลกใจว่า ทำไมเสื้อผ้าของบ้านนั้นสะอาดแล้ว จึงถามสามีว่า “คุณไปบอกบ้านนั้นหรือว่าซักผ้าไม่สะอาด” สามีตอบว่า  “เปล่าหรอก ผมไม่ได้บอกเขา  ผมเพียงแต่เช็ดกระจกหน้าต่างบ้านของเราให้สะอาดเท่านั้น”

ภรรยานั้นเห็นว่าเสื้อผ้าของเพื่อนบ้านไม่สะอาด แต่ความจริงแล้วไม่ใช่หรอก  มันเป็นเพราะกระจกบ้านของตัวเองต่างหากที่ไม่สะอาด  เรื่องนี้สอนเราว่า เวลาเรามองว่าใครมีปัญหานั้น บางครั้งปัญหาอาจอยู่ที่ตัวเราเอง  แต่เรามักมองไม่ค่อยเห็น พอใจเราเป็นลบ เราก็มองคนอื่นเป็นลบ แน่นอนบางครั้งคนอื่นที่อยู่รอบตัวเรา เช่น  เจ้านาย สามี เพื่อนร่วมงาน ก็มีส่วนเป็นปัญหาด้วย แต่ถ้าเราไม่เปิดใจรับเอาสิ่งเหล่านี้เข้ามาทิ่มแทงใจเรา เราก็ไม่ทุกข์

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “มือที่ไม่มีแผล จับต้องยาพิษก็ไม่อันตราย” แต่ถ้ามีแผลเมื่อไร แล้วไปถูกต้องยาพิษเข้า อันตรายก็เกิดกับตัว  ใจเราก็เช่นกัน  ถ้าใจเรามีแผล อะไรต่ออะไรแม้เล็กน้อยมากระทบก็เจ็บ เวลามือมีแผล แม้แต่ยอดหญ้ามา

ถูกต้องเรายังรู้สึกเจ็บเลยใช่ไหม
ที่จริงเวลาใครต่อว่าด่าทอเรา ถ้าเราไม่เอาใจไปรับ ก็ไม่เจ็บ สมมุติว่าเราเดินเล่นในสวนมะพร้าว  มีลิงเกเรตัวหนึ่งขว้างมะพร้าวใส่เรา ถ้าเราเห็น เราจะเอาตัวเข้าไปรับไหม  คนที่มีสติดีก็ต้องพยายามหลบลูกมะพร้าวทั้งนั้น  แต่เวลามีคนสาดคำด่าใส่เรา ทำไมเราไม่หลบ ทำไมจึงเอาใจรับ

หลวงพ่อชาเคยกล่าวว่า เวลามีใครด่าเราว่าเป็นหมูเป็นหมา ก่อนจะโกรธให้เราคลำดูที่ก้นก่อนว่ามีหางงอกออกมาหรือไม่  ถ้าไม่มีหางก็อย่าไปโกรธเขา ถ้าโกรธแสดงว่าเรายอมรับว่าเป็นอย่าง

ที่เขาว่าจริง ๆ
ถ้าลิงขว้างมะพร้าวใส่เรา แทนที่เราจะหลบ กลับเอาตัวเข้าไปรับแล้วเจ็บ  อย่างนี้จะโทษใคร  คำด่าที่พุ่งมาหาเรา ถ้าเราหลบหลีก ไม่เอาใจไปรับ เราก็ไม่ทุกข์  คำด่าว่านั้นเหมือนจดหมาย ถ้าเอาไปหย่อนในตู้ไปรษณีย์แล้วไม่มีผู้รับ

สุดท้ายจดหมายนั้นก็จะตีกลับมายังผู้ส่งหรือเจ้าของ ฉันใดก็ฉันนั้น คำด่าถ้าเราไม่รับไว้ มันก็จะกลับไปหาคนด่า ดังนั้นเราอย่าไปรับเอามาทิ่มแทงใจเรา

ท่านอาจารย์ชยสาโรเคยกล่าวว่า “โลกนี้ไม่มีสิ่งใด ไม่มีคนใด จะบังคับให้เราทุกข์ได้ มีแต่สิ่งที่ชวนให้เราทุกข์ ชวนให้เราพอใจ ชวนให้เราไม่พอใจ มันมาเชิญเรา เราจะรับเชิญหรือไม่รับเชิญ มันเป็นเรื่องของเรา เขาบังคับไม่ได้”  เมื่อมีอะไรมาชวนให้ทุกข์ เราเลือกได้ว่าจะรับคำชวนหรือไม่ เราไม่รับก็ได้ เป็นสิทธิของเรา จึงพูดได้ว่าคนเราทุกข์เพราะใจเรามีส่วน

ร่วมมือด้วย ความเจ็บ ความป่วยก็เช่นกัน โรคภัยไข้เจ็บทำให้กายป่วย แต่ที่ทุกข์ใจด้วยก็เพราะใจไปผสมโรงด้วย

คุณป้าคนหนึ่งไม่สบายไปหาหมอหลายครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นอะไร วันหนึ่งหมอบอกว่าป้าเป็นมะเร็งตับนะ อยู่

ได้ไม่เกิน ๓ เดือน ป้าตกใจมาก กลับบ้านก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ ทั้งตื่นตระหนกและหมดอาลัยตายอยากในชีวิต  อยู่ได้แค่ ๑๒ วันก็ตาย อย่างนี้เรียกว่าตายเร็วเพราะวิตกกังวลสารพัด  บางคนป่วยเป็นมะเร็ง  หมอบอกว่าอยู่ได้ ๓ เดือน แต่อยู่ได้ ๓-๕ ปีก็มี  ดังนั้นความเจ็บป่วยนั้นมันไม่ใช่เรื่องของกายอย่างเดียว ใจก็สำคัญด้วย

หากวิตกกังวลแทนที่จะมีสติ ปล่อยให้ใจฟุ้งซ่านไปต่าง ๆ นานา ก็จะตายเร็ว  ถ้าไม่อยากตายเร็ว ก็ควรหันมาปฏิบัติธรรม
การปฏิบัติธรรม