เกจิอาจารย์เรืองนาม » อาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง ฆราวาสเรืองนาม ผู้มีวิชาเวทย์อันดับต้นๆเมืองไทย

อาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง ฆราวาสเรืองนาม ผู้มีวิชาเวทย์อันดับต้นๆเมืองไทย

21 พฤษภาคม 2018
238   0

ประวัติคุณพ่อ อาจารย์ ฟ้อน ดีสว่าง ที่แท้จริง และหลักฐานประวัติคุณพ่ออาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง โดยทีมงาน คณะศิษย์@ มิน ได้ลงพื้นที่ ปราจีน นครนายก ฉะเชิงเทรา อยุธยา หาข้อมูล ประวัติครูบาอาจารย์ มา ลงในกลุ่มให้ศึกษามากที่สุดในปัจจุบัน….

ชีวประวัติ “((กับหลักฐานและประวัติที่แท้จริง))และข้อมูล ประวัติของพระอาจารย์ ปลอด สุคันธจัทร์ แห่งวัดบ้านชุ้ง และคุณพ่ออ.ฟัอน ดีสว่าง ของอาจารย์ เอกใหญ่ และพระอาจารย์ที่ได้จดบันทึกของหลวงน้าปลอด สุคันธ์จันทร์ ได้มารวมประมวลชำระประวัติ”ที่แท้จริง” และ จากการได้ลงพื้นที่แต่ล่ะที่ เพื่อสืบประวัติ ของครูบาอาจารย์แต่ก่อนเก่า “clip VDO ภาพพื้นที่ และหลักฐานที่บันทึกประวัติ”

และภาพสถานที่ จริง จากกลุ่มศิษย์ที่รวบรวมได้มากที่สุด “และมาประมวลผล กับประวัติ หลวงน้าปลอด และพื้นที่ ได้บันทึก ของพระอาจารย์ ท่านหนึ่งที่ได้บันทึก ชีวประวัติของ หลวงน้าปลอดสุคันธ์จันทร์ เอาไว้ ท่านมีความปิติ ที่ ได้เห็น กลุ่มคณะศิษย์รุ่นหลานได้ สืบหา ประวัติที่แท้ จริงของ ครูบาอาจารย์ตน

นักเขียนที่ทำประวัติ คุณพ่ออาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง.ในสมัยก่อน ที่เขียนประวัติผิดเพี้ยน จากความเป็นจริง ว่า อ.ฟ้อน อ่านหนังสือไม่ออก
….นั้นผิด เพี้ยน จากความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง”

นักเขียนท่านนั้นยัง เคยมาหา พระอาจารย์ที่จดบันทึกของหลวงน้าปลอด ในตอนนั้น แต่ พระอาจารย์ท่านไม่ได้บอกรายละเอียด”

เหมือนครั้งที่มาหาหลวงพ่อหนู เกสโร แต่ก็ไม่สามารถได้ ข้อมูลเกี่ยวกับ คุณพ่ออาจารย์ฟ้อน สักเท่าไร”

เรียบเรียงพิม.” โดยกลุ่มศิษย์อาจารย์เอกใหญ่ วัดบึงพระอาจารย์

 

ประวัติคุณพ่ออาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง เรียบเรียงจาก บันทึกของคุณลุง นคร พินศิริกุล อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส. บุรีรัมย์คนแรก) และท่านเป็นศิษย์คุณพ่ออาจารย์ ฟ้อน ดีสว่างด้วย โดย อ.เอกใหญ่ บึงพระอาจารย์ ได้เดินทางไปบ้านคุณลุง นคร พินศิริกุล ที่ลำปลายมาศ บุรีรีมย์ เพื่อรวบรวม เรียบเรียงเอาไว้

เมื่อหลังจากที่โยมพ่อโยมแม่ คุณพ่ออ.ฟ้อน ดีสว่าง จะย้ายครอบครัวไปอยู่ โพธิ์เก้าต้น ลพบุรี หลวงพ่อปลอด สุคันธจันทร์ ได้ขอตัวหลาน คือคุณพ่ออาจารย์ ฟ้อนไว้ ให้อยู่ด้วย โดยให้คุณอาจารย์ฟ้อน ท่านได้บวชเณร อยู่กับท่าน ที่วัดบ้านชุ้ง จนกระทั่ง
เมื่อท่านโตเป็นหนุ่ม มีอายุครบบวช คุณพ่ออาจารย์ฟ้อน ท่านก็บวชเป็นพระสงฆ์ อยู่ที่วัดบ้านชุ้งนี่เอง และได้ศึกษาพระธรรมวินัยตลอดจนถึง เรียนเขียนอ่านไทย รวมถึงภาษาบาลี สันสกฤษ และขอมโบราณ สามารถอ่านออกเขียนได้ อย่างคล่องแคล่วว่องไว เพราะสมัยนั้นไม่มีโรงเรียน ใช้วัดเป็นที่เรียนหนังสือ ทุกคนต้องมาเรียนที่วัด

และในเวลาต่อมาพระฟ้อนก็ได้เกิดอาพาธ เป็นริดสีดวงจมูกทำให้เกิดแผลเน่า มีกลิ่นเหม็น ประกอบกับ ไม่ได้ทำการรักษาอย่างถูกต้อง เพราะการสาธารณะสุขยังไม่ดี เกิดแผลเน่ามีหนองไหลออกมา และมีกลิ่นกระจายไปทั่ว พระที่วัดและผู้คนที่มาทำบุญ มีความรังเกียจมากขึ้น จะออกไปบินฑบาตรก็ไม่ค่อยได้ ท่านจึงได้ปลีกตัวมาอยู่ลำพังไกลออกไป จากผู้คนที่เคยคุ้นเคยมาแต่ก่อน ในที่สุดก็ตัดสินใจไปหาที่อยู่ใหม่ ที่โคกวัดร้างมีโบสถ์เก่าแก่ ที่ชำรุดทรุดโทรมมาก ไม่มีหลังคา แต่มีต้นโพธิ์ใหญ่มีกิ่งก้านร่มเงาดี มาปกคลุมถึง และมีฐานเจดีย์ที่ยอดพังลงมา เหลือแค่ฐาน และมีพระพุทธรูปปูนปั้นองค์หนึ่งหน้าตักกว้างประมาณ2เมตรสูง2เมตรครึ่งอยู่บนแท่นใบโบสถ์ร้างนั้น กิ่งโพธิ์นั้นให้ร่มเงาทอดไปถึงพระพุทธรูป เหมาะที่จะต่อเพิง มุงสังกะสี ไว้อยู่อาศัยพักนอนได้อย่างสบาย ท่านก็กลับไปบอกเล่าให้ญาติพี่น้องของท่าน ให้มาช่วยทำเป็นที่พักแบบเพิงหมาแหงน มุงสังกะสีเอากระดานขึ้นมาปูพอเข้านอนอยู่ได้ ญาติก็รีบมาทำให้ได้แล้วเสร็จในวันเดียว แล้วพระฟ้อนก็ได้มาจำวัดอยู่ที่นี่ ถือว่าเป็นที่สัปปายะเงียบสงบ และร่มเย็นอย่างมาก

จากนั้นท่านก็เริ่มฝึกนั่งสมาธิ วิปัสนากรรมฐานและใช้ลานพื้นโบสถ์ เป็นที่เดิน สลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ด้วยจิตใจอันสงบ เช้าขึ้นก็ออกเดินบินฑบาตร ตามบ้านใกล้อยู่แถบนั้น มาพอฉันเช้าเวลาเดียวก็พอเพียง การปฏิบัตินั่งสมาธิทำจิตใจให้สงบ และยังกำหนดจิตพุ่งตรงไปที่โพรงจมูก บริเวณที่เป็นริดสีดวง ที่ยังมีอาการเจ็บปวด เพื่อดับเวทนาความเจ็บปวดนั้น ด้วยการนั่งสมาธิวิปัสนากรรมฐานอยู่ประมาณ 10 กว่าวัน นอกจากความเจ็บหายแล้ว แผลที่เน่าเปื่อยนั้นก็ค่อยๆหายลงไป คงเหลือเพียงรอยแผลเป็น กับเนื้อจมูกที่เหลือเป็นรูปสามเหลี่ยม พระฟ้อนเองก็แปลกใจอย่างมากเช่นกัน

นับได้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาท่านก็ยิ่งมีจิตตั้งมั่นในสมาธิ และในคืนวันหนึ่งอากาศเกิดเปลี่ยนแปลงไปฉับพลัน ในขณะที่ท่านกำลังปฏิบัติสมาธิวิปัสสนาอยู่ เป็นเหตุให้ท่านจำต้องถอนสมาธิออกมาดู เนื่องจากขณะนั้นก็เกิดมีฝนฟ้าร้องคำรามดังขึ้น ได้เกิดฟ้าผ่าลงมาตรงโคนต้นโพธิ์ ดังสนั่น ท่านก็ได้มองตามไป ได้เห็นเพนียงแสงไฟสีเขียวแดงเกิดขึ้น ก็รู้สึกแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากฝนหาย ด้วยความสงสัย
ท่านจึงนำตะเกียงตามไฟ แล้วก็เดินไปที่โคนต้นโพธิ์ แลเห็นพื้นดินเป็นหลุมโพรงลึกลงไปใต้โคนโพธิ์ รุ่งขึ้นจึงได้ไปตามญาติโยม มาช่วยกันขุดขึ้นมาดู พบสิงห์โตกระเบื้องเคลือบสีคราม ตัวใหญ่พอสมควร ญาติโยมเมื่อทำความสะอาดแล้ว จึงได้ลากสิงโตมาวางไว้ข้างเพิง ปฏิบัติธรรมของท่าน

ในคืนนั้นเองก็เกิดฝนตกฟ้าผ่าลงและเกิดไฟเพนียง ที่สิงห์โตตัวนั้นอีกครั้งนึง พระฟ้อน ท่านจึงได้ตรวจค้นสิงห์โตอย่างละเอียดอีกครั้ง จึงพบช่องลับ ซึ่งภายในบรรจุแผ่นศิลา จารึกพระคัมภีร์พระเวทย์วิเศษสุด จำนวน14แผ่น แต่ละแผ่นหนาประมาณ1นิ้ว กว้างประมาณฝ่ามือคน ยาวสองคืบเศษ เท่ากันทุกแผ่น สลักจารจารึกพระคาถาเป็นภาษาขอม ซึ่งพระฟ้อนท่านได้เคยศึกษา ทั้งภาษาขอม และภาษาไทยอย่างเชี่ยวชาญ
ท่านจึงเอาภาษาขอมมาแปลถอด เขียนเป็นภาษาไทย ไว้เพื่อง่ายต่อการทบทวน พระฟ้อน ท่านมีความรู้สึกดีใจ และปลื้มใจเป็นอย่างมาก ที่เทพยดา ผู้เฝ้าดูแลตำรา และครูบาอาจารย์เจ้าของตำรา ได้ประทานพระคาถาอันศักดิ์สิทธิ์ มาให้ท่านโดยเฉพาะ พระฟ้อน ท่านก็ได้ยกนำแผ่นหินทั้ง14แผ่น นำมาเรียงไว้บนหัวนอนแล้วท่องจำอยู่ 7 วัน 7 คืน ท่านจำได้หมดไม่ได้มีความขาดตกบกพร่อง เลยแม้แต่ตัวเดียว หลังจากนั้น ท่านก็บรรจุแผ่นศิลาคืนกลับในตัวสิงห์โต ไว้อย่างเดิมจากนั้น ท่านก็เรียกญาติโยม เอาเชือกผูกสิงโตหินนั้นแล้วก็ช่วยกันลาก ไปปากโพลงส่งลงไปถึงก้นโพรงที่โคนต้นโพธิ์ ตามเดิม แล้วกลบดิน โดยมิได้บอกเรื่องราวนี้แก่ใครรู้เลย

พระฟ้อนก็มานั่งพักอยู่หน้าพระประธานในโบสถ์ร้างนั้น คิดว่าจะปฏิบัติต่อไปอย่างไร ท่านหวลคิดไปทบทวนบทคาถานั้นอยู่ ท่านก็คิดขึ้นมาว่า จะใช้คาถาบทที่ 1 คือเรียกงูและผูกปากงูนำมาใช้ก่อน เพราะใต้ฐานเจดีย์ร้างที่ยอดเจดีย์ที่หักพัง ลงมากองอยู่บนพื้นดินนั้น ท่านเคยเห็นมีงูเห่าเข้า-ออกอาศัยอยู่หลายตัว พระฟ้อนก็เดินมาที่ฐานเจดีย์นั้น จากนั้นท่านจึงบริกรรมคาถา แล้วกวักเรียกงูเห่าให้ออกมาหา แล้วท่านก็เห็นงูเห่าเลื้อยออกมา จากใต้ฐานเจดีย์ ถึงหกตัว ท่านก็เกิดความปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง ว่าคาถาอาคมนี้ช่างศักดิ์สิทธิ์จริง ท่านก็เอามือขวา กวักมือให้งูเข้ามาใกล้ๆ โดยใช้คาถาบทที่ 1 นั้นอีก งูเห่าทั้ง 6 ตัวก็เลื้อยมานอนเรียงกัน เป็นแถวแล้วชูหัวแผ่แม่เบี้ย แลบลิ้นและส่ายหัวอยู่ไปมา จากนั้นพระฟ้อนก็บริกรรมคาถาผูกปาก งูเห่าทั้งหกตัวแล้วชี้นิ้วไปที่งูเห่าทั้งหกตัว ทันใดนั้นงูเห่าทั้งหมดก็หุบปากหยุดแลบลิ้น และหยุดแผ่แม่เบี้ยลงทันทีและลดลงหัวต่ำลงพื้นตามเดิม แล้วทุกตัวก็นอนสงบนิ่ง ท่านก็ยืนคิดว่าจะปฏิบัติอย่างไรกับงูเห่าทั้งหกตัวนี้

จากนั้นพระฟ้อนก็ใช้ คาถาบทที่ 1 และท่านก็กวักมือเรียกงูทั้งหมดหกตัวนี้ไปที่พัก พวกมันก็เลื้อยตามท่านไป พอท่านได้นั่งลง พวกมันก็หยุดนิ่ง ท่านกวักมือ ให้มันเข้าไปเข้าแถวอยู่ใกล้ท่าน
แล้วมันก็เลื้อยไปตามสั่ง
ท่านใช้มือสั่งให้มันขดเป้นวงกลมตามมือที่หมุน มันก็หมุนเป็นวงกลมให้ดูแล้วพวกมันก็ทำตาม บางตัวก็เอาหัวพาดลำตัวพักนอนเงียบนิ่ง
แล้วพระฟ้อนก็นั่งพักผ่อนดื่มน้ำ สูบบุหรี่และคิดว่าจะให้งูทำอะไรต่อ นังพักอยู่แล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่า ใกล้ค่ำแล้ว จะสั่งให้มันชูหัวขึ้นคำนับ3ครั้ง แล้วจะให้มันกลับไปที่อยู่ของพวกมันที่ใต้ฐานเจดีย์ แล้วท่านก็โบกมือสั่ง งูเห่าทั้ง6ตัวก็ตื่นขึ้นชูหัวสูงขึ้น คำนับสามที แล้วพระฟ้อนก็บอกให้มันกลับไป มันก็กลับไปตามสั่งทันที หลังจากนั้นหลวงพ่อปลอดและชาวบ้านเริ่มได้ข่าว ว่าพระฟ้อน หายอาพาธแล้ว จึงได้นิมนต์ท่านกลับไปจำพรรษาที่วัดบ้านชุ้งต่อไป

………เรียบเรียงพิม 8/1/58″
Cr.@กลุ่มศิษย์อาจารย์เอกใหญ่ วัดบึงพระอาจศิษย์อาจารย์เอกใหญ่ วัดบึงพระอาจารย์ Sit Achan Aikyai WatBang Paarchankmarks

…….
ประวัติ สาย.คุณพ่ออาจารย์ ฟ้อน ดีสว่าง”
ในปัจจุบันคนศึกษา
“70 % อยุ่ในการศึกษาประวัติแบบแท้จริงและติดตาม”(อีก 30%”ไม่ได้ศึกษาโดยตรง อ่านผ่านๆ ซึ่งประวัติไม่เกี่ยวข้องกับ(วัดไก่ฟ้าไดๆทั้งสิ้น)ซึ่งนักเขียนไม่ได้ข้อมูลแน่ชัด.ฟังเขาเล่า!) ไม่มีบันทึกและสถานทีสำคัญ”

.จนจวบคณะศิษย์ และเพจ สื่อ หลายนาม ได้ ลงประวัติประจุบัน”ของเหล่าศิษย์ที่ตาม
…ประวัติ คุณพ่อ อาจารย์ ฟ้อน ดีสว่าง และ หลวงน้า ปลอด สุคันธจันทร์ …..จบและสมบูรณ์
….และเพิ่มเติม ประวัติ หลวงพ่อ หนู เกสโร ที่ กำลังนำออกมาเผยแพร่อยุ่ในปัจจุบัน

ลงพื้นที และหาหลักฐาน “บันทึก สถานที่ “ลงหาพื้นทีหาประวัติที่แน่ชัดที่สุด “เผยแพร่โดยตรง”….ใครจะคุยสิบคุยร้อยคุยพัน..ยังไงไม่รู้.(……แต่ที่รู้ จุดประวัติของครูบาอาจารย์แต่ก่อน คณะกลุ่มศิษย์ไปมาหมดแล้ว แล้วไปหลายรอบ. แล้วข้อมูลรวบรวม ไว้ในกลุ่มเยอะที่สุดในสายครูบาอาจารย์….).(จงนำเสนอในสิ่งที่มีหลักฐาน และบันทึกที่ชัดเจน) แต่รู้ประวัติทีแท้จริงแล้ว เผยแพร่ ก็อนุโมธนา 🙏แต่รู้แล้วยังเสนอแบบ มั่วๆอยุ่ นั้น อยุ่ที่ จิตใจคน นำเสนอ”)..🙏🙏🙏

🙏ขอบคุณ🙏
ทีมงาน @ มิน ได้ลงพื้นที่ ปราจีน นครนายก ฉะเชิงเทรา อยุธยา หาข้อมูล ประวัติครูบาอาจารย์ มา ลงในกลุ่มให้ศึกษามากที่สุดในปัจจุบัน…..ศูนย์รวมกลุ่มศิษย์””ได้รวบรวมศึกษาชีวประวัติของครูบาอาจารย์ ลงพื้นที่VDO หลักฐานชีวประวัติต่างๆรวมไว้ในกลุ่มไว้มากมาย””ประชาสัมพันธ์งานต่างๆ”โดยมีศิษย์ชาวไทยและ ชาวต่างชาติหลายประเทศ” หลายสาย ร่วมทั้งศิษย์เก่าหลวงพ่อหนู เกสโร หลายท่าน”ได้มาร่วมสร้าง วัดครูบาอาจารย์ “ศูนย์รวมกลุ่มศิษย์ที่สุดในปัจจุบัน