เอามาจากในเนต » จารชนปล้นชา สมบัติล้ำค่าวัฒนธรรมของจีนที่ฝรั่งยังต้องมาขโมย

จารชนปล้นชา สมบัติล้ำค่าวัฒนธรรมของจีนที่ฝรั่งยังต้องมาขโมย

29 เมษายน 2018
197   0

เมื่อพูดถึง “ชา” ก็ต้องนึกถึงแผ่นดินจีน เพราะชาวจีนรู้จักการดื่มชามานานนับเป็นพันๆ ปีแล้ว

โดยมีเรื่องเล่าของ เสินหนง 神农 กษัตริย์ในตำนานผู้ได้รับการนับถือว่าเป็นเทพแห่งกสิกร ได้ค้นพบการดื่มชาโดยบังเอิญเมื่อใบชาจากต้นร่วงหล่นลงในน้ำที่กำลังต้มจนเดือด และจีนยังมีคัมภีร์ชา ฉาจิง 茶经ของลู่อวี๋ 陸羽 ในสมัยราชวงศ์ถัง ที่ถือเป็นตำราว่าด้วย “ชา” เล่มแรกของโลก จีนเป็นแหล่งกำเนิดของต้นชาที่มีมากกว่า 2,000 สายพันธุ์ จีนยังมีวิทยาการในการผลิตใบชามาอย่างยาวนาน และเมื่อโลกได้รู้จักกับการดื่มชา ชากลายเป็นเครื่องยอดนิยมของโลกอันดับสองรองจากน้ำเปล่า

เมื่อมีเพียงจีนเท่านั้นที่มีไร่ชา และเทคโนโลยีในการผลิตชา ทำให้จีนผูกขาดการค้าชา จนอาจเรียกได้ว่าเป็น “มหาอำนาจชาของโลก” และเพราะการผูกขาดนี่เองที่ทำให้จีนถูก บริษัท อีสต์อินเดีย Honourable East India Company ของอังกฤษจับตามองการค้าใบชานี้ตาเป็นมัน!

อังกฤษนิยมดื่มชาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะชาดำหรือที่เรียกกันว่าชาฝรั่ง อังกฤษสั่งซื้อใบชาจากจีนปีๆ หนึ่งเป็นจำนวนเงินมหาศาล ต่อมาอังกฤษก็หาทางออกด้วยการใช้ฝิ่นไปแลกเปลี่ยนกับชาของจีน ทำให้แผ่นดินจีนมีผู้คนติดฝิ่นงอมแงมจนที่สุดก็เกิดสงครามฝิ่นครั้งที่ 1 ขึ้นใน ค.ศ.1842 จีนเป็นฝ่ายแพ้สงครามต้องเซ็นสนธิสัญญานานจิง จ่ายค่าชดเชยให้อังกฤษ เปิดเมืองท่าห้าแห่งและยกฮ่องกงให้อังกฤษเช่า

 

และในช่วงเวลานี้เอง ที่นักพฤกษศาสตร์โนเนมชาวสก็อตช์นาม โรเบิร์ต ฟอร์จูน Robert Fortune

หรือที่ชาวจีนเรียกขานว่า 福钧 (พ้องเสียงกับนามสกุลฟอร์จูน) ได้รับมอบหมายจากสมาคมเพาะพันธุ์ผักและผลไม้ the Royal Horticultural Society (RHS) กรุงลอนดอน ให้ไปรวบรวมพันธุ์พืชจากเมืองจีน การไปครั้งนี้ ความตั้งใจอย่างหนึ่งของฟอร์จูนคือไปเสาะแสวงหาต้นของชาดำที่ชาวอังกฤษนิยมดื่ม แต่เมื่อไปถึงแหล่งปลูกชา เขากลับค้นพบว่า ที่แท้แล้ว ชาดำ กับ ชาเขียว นั้นก็มาจากชาต้นเดียวกัน เพียงแค่
แตกต่างด้วยกรรมวิธีในการผลิตใบชา

เมื่อฟอร์จูนกลับไปที่อังกฤษแล้ว เขาได้ตีพิมพ์หนังสือเรื่อง Three Years’ Wanderings in the Northern Provinces of China Including A Visit to the Tea, Silk, and Cotton Countries ขึ้นใน ค.ศ. 1847 และเพราะหนังสือเล่มนี้เองที่ทำให้ฟอร์จูนได้รับการว่าจ้างจากบริษัท
อีสต์อินเดียให้กลับไปที่เมืองจีนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ภารกิจของเขาเป็นความลับสุดยอด!

สิ่งที่เขาต้องทำคือ “ขโมยเมล็ดพันธุ์ ต้นอ่อน และเทคโนโลยีการผลิตชามาจากจีนเพื่อนำมาปลูกและผลิตในดาร์จีลิง อินเดีย”

เพราะบริษัท อีสต์อินเดียต้องการแย่งชิงการค้าใบชามาจากจีน บริษัทฯ ลงทุนว่าจ้างฟอร์จูนด้วยเงิน
500 ปอนด์ต่อปีเพื่อการจารชนปล้นชิงครั้งนี้

 

วันที่ 20 เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1848 ตรงกับปีที่ 28 ในรัชสมัยเต้ากวงฮ่องเต้ โรเบิร์ต ฟอร์จูน ลงเรือที่
ท่าเรือเซาธ์แธมป์ตันมุ่งหน้าสู่ฮ่องกง แล้วเตรียมตัวเข้าสู่แผ่นดินใหญ่

ในการเดินทางครั้งนี้ ฟอร์จูนต้องโกนหัว ติดผมเปียปลอม สวมใส่เสื้อผ้าแบบชาวจีนแล้วอ้างตนเป็นพ่อค้ามาจากนอกด่าน เขาว่าจ้างผู้ติดตามชาวจีนอีกสองคนร่วมเดินทางไปด้วย

ทั้งหมดไปตั้งต้นที่เมืองเซี่ยงไฮ้ แล้วเดินทางผ่านหังโจว เข้าไปสู่แหล่งปลูกชาในเจ้อเจียง อันฮุย ข้ามน้ำข้ามเขาเดินทางลึกเข้าไปเรื่อยๆ โดยที่ถ้าถูกจับได้ก็ต้องตายสถานเดียว เขาค่อยๆ เก็บรวมเมล็ดและต้นอ่อน รวมทั้งเข้าชมเทคนิคการผลิตใบชาจากโรงงานผลิตใบชาเก่าแก่อย่างละเอียดลออ ที่สุดนายโรเบิร์ต ฟอร์จูนผู้นี้ก็สามารถลักลอบนำต้นอ่อนของชาจำนวนกว่า 13,000 ต้น และเมล็ดพันธุ์ชาอีกนับหมื่นที่เป็นสิ่งหวงห้ามออกจากจีนไปสู่ดาร์จีลิง ประเทศอินเดียได้สำเร็จ เขายังว่าจ้างชาวจีนที่เชี่ยวชาญการผลิตชาออกไปทำงานประจำที่ดาร์จีลิงอีกด้วย

 

จากภารกิจลับของโรเบิร์ต ฟอร์จูนครั้งนี้ ทำให้อังกฤษสามารถผลิตชาได้เอง ไม่ต้องเสียดุลการค้าให้กับจีนอีกต่อไป

โลกมองโรเบิร์ต ฟอร์จูน เป็นโจร เป็นจารชน แต่สำหรับตัวโรเบิร์ต ฟอร์จูนเอง เขากลับมองว่า ชาไม่ใช่ของชาวจีน แต่เป็นสมบัติของชาวโลก การที่เขาขโมยชาออกมาจากจีน ถือเป็นการทำให้การผลิตชาไม่ถูกผูกขาดและเมื่อการผลิตชามาอยู่ในมือประเทศที่เจริญแล้วอย่างอังกฤษ ย่อมจะทำให้มีการพัฒนากระบวนการผลิตใบชาให้ดีมากขึ้นได้

วันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 1880 โรเบิร์ต ฟอร์จูน จารชนปล้นชาก็เสียชีวิตลงที่ลอนดอน ปิดฉากชีวิตคนที่ปล้นชาออกมาจากแดนมังกร

เครดิต: คุณสมชาย จิว