เที่ยวไปเรื่อย » หมุ่ยไจ๋ นางทาสแห่งฮ่องกง ตำนานทาสที่มีลมหายใจ

หมุ่ยไจ๋ นางทาสแห่งฮ่องกง ตำนานทาสที่มีลมหายใจ

10 เมษายน 2018
127   0

เดือนเมษายน ค.ศ. 2005 เด็กสาววัย 11 ปีคนหนึ่งถูกส่งเข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล Tuen Mun ฮ่องกง

ในสภาพที่ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลถูกทุบตีทำร้าย เด็กหญิงผู้นี้ถูกพ่อแม่ที่เป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่นำมาขายให้กับญาติที่มีศักดิ์เป็นป้าของเธอซึ่งอาศัยอยู่ที่ฮ่องกง ตั้งแต่เด็กหญิงมีอายุเพียงแปดขวบ

ป้าของเธอมีลูกอีกสามคน เด็กหญิงที่ถูกขาย กลายเป็นคนใช้ที่ต้องทำงานบ้านสารพัดอย่างตั้งแต่ตีห้าถึง
สี่ทุ่ม โดยไม่มีค่าจ้าง ไม่มีวันหยุด เวลานอนก็ต้องนอนกับพื้นห้อง เวลาที่เธอทำงานไม่ถูกใจป้าและลูกๆ ของป้า เธอก็จะถูกลงมือลงไม้อย่างทารุณ สภาพร่างกายที่โทรมทรุดและเต็มไปด้วยบาดแผลของเด็กหญิง ไปสะดุดตาพนักงานขายของในซูเปอร์มาร์เก็ต พนักงานขายคนนั้นพยายามเกลี้ยกล่อมให้เด็กหญิงหนีจากป้าไปแจ้งความกับตำรวจ แต่เด็กหญิงไม่กล้า และรู้สึกผิดต่อพ่อแม่ที่ได้ขายเธอมาแล้ว ที่สุด พนักงานขายของในซูเปอร์มาร์เก็ต ทนเห็นชะตากรรมอันแสนเศร้าของเด็กสาวไม่ได้ จึงนำเรื่องไปแจ้งตำรวจ ตำรวจไปช่วยเธอออกมาจากบ้านของป้าใจยักษ์ได้สำเร็จ สุดท้ายก็ส่งเธอกลับไปอยู่บ้านพ่อแม่ที่จีนแผ่นดินใหญ่ นี่เป็นคดีครึกโครมคดีหนึ่งในสมัยนั้น และถือเป็นคดีสุดท้ายที่เกี่ยวกับ หมุ่ยไจ๋ ในฮ่องกง

 

หมุ่ยไจ๋ 妹仔 แปลตรงตัวคือ ”เด็กสาว” หรือ “อีหนู”

ในที่นี้หมายถึงเด็กสาวชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่ถูกขายมาเป็นคนรับใช้ตามบ้านของผู้มีอันจะกินในฮ่องกง โดยจะเป็นอิสระได้ต่อเมื่อออกเรือน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นคนรับใช้ในบ้านตั้งแต่เด็กจนแก่เฒ่า บ้างพอถึงวัยสาวก็ถูกเจ้านายผู้ชายบังคับขืนใจไปเป็นภริยาน้อย มีบ้างที่ถูกขายต่อไปเป็นคณิกาในหอนางโลม

อย่างที่รู้กันว่า สังคมจีนแต่ยุคโบราณ ลูกผู้ชายคือผู้สืบสกุล ส่วนลูกผู้หญิงถือเป็นส่วนเกิน คนจนนั้นถ้ามีลูกสาว ไม่ขายทิ้งก็ฆ่าทิ้งเพื่อไม่ให้เป็นภาระ

ในศตวรรษที่ 19 ฮ่องกงที่เวลานั้นเป็นอาณานิคมของอังกฤษ กลายเป็นเมืองท่าสำคัญมีความเจริญรุ่งเรือง บรรดาพ่อค้าวาณิชต่างประสบความสำเร็จและร่ำรวย ในสภาวะเช่นนี้เองที่คนจนในจีนแผ่นดินใหญ่มักเข้ามาเสนอขายลูกสาวตัวเอง เข้าไปเป็น หมุ่ยไจ๋ ตามบ้านคหบดี คนมีชื่อเสียงชาวฮ่องกง เด็กหญิงเหล่านี้ ต้องเป็นคนรับใช้ ทำงานบ้านตั้งแต่เด็กๆ โดยไม่มีค่าจ้างค่าออน ไม่มีวันหยุดพัก

 

นี่เป็นเสมือนการใช้แรงงานเด็ก แรงงานทาสไม่ผิดเพี้ยน…

แม้ฮ่องกงจะอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ที่ปฏิเสธการค้าทาส แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงยกเลิกวัฒนธรรมการซื้อหาครอบครอง หมุ่ยไจ๋: นางทาสไม่ได้ ระบบนี้ถูกเรียกขานกันว่า Mui Tsai System

เคยมีความพยายามจากอังกฤษที่จะให้ฮ่องกงปราศจากแรงงานทาสในนามของ หมุ่ยไจ๋ แต่ก็ถูกต่อต้านโดยชนชั้นสูงในฮ่องกง โดยในวันที่ 31 กรกฎาคม 1921 ที่โรงละครไท่ผิง คนมีชื่อเสียงกว่า 300 คน ภายใต้การนำของหลิวจู้ป๋อ พ่อค้าที่เป็นผู้นำชุมชน ประชุมร่วมกันที่จะยังสนับสนุนให้มีระบบหมุ่ยไจ๋ในฮ่องกง

แต่ในอีกด้านหนึ่ง คลารา ฮาเซิลวูด Clara Haslewood ภริยานายทหารเรือที่ประจำอยู่ที่ฮ่องกงได้ร่วมมือกับศาสนจักร, YMCA, YWCA , หน่วยงานต่อต้านการค้าทาส รวมถึงรัฐมนตรีว่าการอาณานิคมแห่งอังกฤษที่มีชื่อว่า วินสตัน เชอร์ชิล Winston Leonard Spencer-Churchill ก่อตั้งหน่วยงานต่อต้านระบบหมุ่ยไจ๋ขึ้นในฮ่องกง

เกิดการปะทะกันทางความคิดและวัฒนธรรมอย่างรุนแรงในเวลานั้น

ฝ่ายสนับสนุนให้คงระบบหมุ่ยไจ๋ไว้ ถือว่าการซื้อหาหมุ่ยไจ๋ เป็นเรื่องของการกุศลไม่ใช่กดขี่ เป็นการช่วยซื้อเด็กหญิงเหล่านั้นให้หลุดพ้นมาจากความยากจน มาสู่ชีวิตที่ดีกว่า การที่เด็กหญิงมาทำงานบ้านในบ้านของผู้ลากมากดี ยังดีกว่ายากจนข้นแค้นในบ้านเกิด

ฝ่ายต่อต้านระบบหมุ่ยไจ๋ มองเห็นว่า นี่คือระบบค้ามนุษย์ที่ไร้มนุษยธรรม

ที่อังกฤษ วินสตัน เชอร์ชิล ถึงกับประกาศว่าภายใน 1 ปี ระบบหมุ่ยไจ๋ต้องหมดไปจากฮ่องกง แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่หวัง ในปีที่เชอร์ชิลประกาศแบบนั้น ทั้งฮ่องกงมีหมุ่ยไจ๋อยู่ราว 8,653 คน แต่ในปี 1929 ยอดหญิงสาวที่ตกเป็นหมุ่ยไจ๋เพิ่มจำนวนจนเป็น 10,000 คน

เหมือนฝ่ายสนับสนุนให้คงระบบหมุ่ยไจ๋จะชนะ

แต่ที่สุดในปี 1921 นั่นเอง หลังจากถูกกดดันอย่างหนัก ฮ่องกงต้องออกกฎหมายให้หมุ่ยไจ๋ที่มีอยู่มาจดทะเบียนขึ้นเป็น หมุ่ยไจ๋ อย่างถูกต้อง หลัง 31 พฤษภาคม 1930 การซื้อขายหมุ่ยไจ๋กลายเป็นต้องห้าม หมุ่ยไจ๋ที่เหลืออยู่ต้องได้รับค่าแรงและสวัสดิการที่เหมาะสม หลังจากนั้น หมุ่ยไจ๋ ก็ค่อยๆ สูญหายไปจากสังคมฮ่องกง จนปี 2005 จึงเกิดเรื่อง ”หมุ่ยไจ๋คนสุดท้าย” ที่เล่าให้ฟังข้างต้น

เครดิต: คุณสมชาย จิว