เอามาจากในเนต » สำรวย โตสุข ตำรวจเขาวานให้ผมมาช่วยราชการ คำพูดก่อนเข้าลานประหาร

สำรวย โตสุข ตำรวจเขาวานให้ผมมาช่วยราชการ คำพูดก่อนเข้าลานประหาร

3 มีนาคม 2018
220   0

“สำรวย โตสุข”เค้าให้ผมช่วยราชการ*

คำสารภาพสุดท้ายก่อนประหาร

น. ช.สำรวยได้ยินดังนั้นจึงระบายเรื่องราวออกมาทันที“ ในวันที่เกิดเหตุ …
ุฆ่าท่านพระครูนั้น เมื่อผมรู้เรื่อง ผมเองก็รู้สึกเสียใจอย่างมากไม่ต่างจากคนอื่น และยังสาปแช่งคนที่ฆ่าท่านพระครูของผม เพราะผมมีความสนิทสนมกับท่านพระครูมาก เวลาผมขาดเหลืออะไร ก็มักจะไปขอความช่วยเหลือ ซึ่งท่านก็ได้ให้ผมมาตลอด แถมยังเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ผมอีกด้วย ในคืนวันก่อนเกิดเหตุนั้น ผมได้ไปหาท่านพระครูจริง แต่ผมเพียงแต่ไปขอความช่วยเหลือจากท่านเรื่องเงิน ตอนขากลับผมเห็นลูกศิษย์ของท่านพระครูนั่งอยู่ที่หน้ากุฏิ ผมไม่อยากให้ใครรู้ว่าผมมารบกวนท่านพระครู เลยขู่เด็กคนนั้นไปไม่ให้บอกใครว่าผมได้มาหาท่านพระครู จนวันต่อมาผมถึงได้รู้ว่าท่านพระครูได้ถูกฆ่าไปแล้ว ถ้าผมทำจริงจะปล่อยเด็กคนนั้นไว้ให้เป็นพยานมัดตัวผมทำไม ผมเองมีอาชีพเป็นจับกังแบกกระสอบข้าวสารไปวันๆ อยู่ดีๆก็มีตำรวจมาจับผมไป เมื่อไปถึงโรงพัก เห็นมีคนถูกจับมาแล้วอีก 2 คน เป็นพวกขี้ยาแบบผม

เมื่อผมถามตำรวจไปว่าจับมาเรื่องอะไร

ก็ได้คำตอบมาว่า อั๊วขอให้พวกลื้อมาช่วยราชการหน่อยเดี๋ยวก็รู้เองอย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้ สักพักมีการนำไม้สั้นไม้ยาวมาให้จับ ปรากฏว่าผมจับได้ไม้สั้น ตำรวจจึงนำอีก 2 คนออกจากห้องไป ต่อมาได้มีการเอาถุงย่าม สมุดฝากเงิน ช้อนส้อม ขันน้ำแล้วก็จีวรพระมาให้ผมดู ถามผมว่าเคยเห็นไหม ผมได้ตอบปฏิเสธไป แต่มีตำรวจคนหนึ่งได้บอกให้ผมหยิบของทั้งหมดขึ้นมาดูให้ดีๆ เสร็จแล้วให้หยิบของทั้งหมดใส่ถุงส่งคืนให้ตำรวจ ผมเองไม่รู้เรื่องอะไรจึงได้ทำตามที่ตำรวจบอก แต่แล้วตำรวจได้ตั้งข้อหาว่าผมเป็นคนฆ่าท่านพระครู โดยมีหลักฐานเป็นเงินสด 10,000 บาท ซึ่งผมไม่รู้ว่าตำรวจไปเอามาจากไหน และลายนิ้วมือของผมที่ติดอยู่กับสิ่งของที่ตำรวจเอามาให้ผมดู ตำรวจได้บอกผมทีหลังว่าเป็นของท่านพระครู พอผมรู้อย่างนั้นจึงได้ปฏิเสธข้อหาไป แต่ตำรวจได้พยายามสอบสวนผมหลายครั้ง และซ้อมผมจะให้ผมรับว่าเป็นคนฆ่าพระครู ผมไม่ได้เป็นคนทำผมจึงไม่ยอมรับ แล้วส่งผมฟ้องศาลซึ่งผมก็ปฏิเสธมาตลอด แต่ศาลเชื่อหลักฐานของตำรวจมากกว่าจึงตัดสินประหารชีวิตผม และถ้าวันนั้นผมจับได้ไม้ยาว ผมคงไม่ต้องมาช่วยราชการจนกลายมาเป็นอย่างนี้หรอกครับ” หลังจากน.ช.สำรวยเล่าจบ พวกเจ้าหน้าที่ที่ได้ยินเรื่องราวต่างวิจารย์กันไปต่างๆนานา

ในส่วนตัวของข้าพเจ้า ไม่อยากจะเชื่อว่าที่น.ช.สำรวยเล่ามานั้นเป็นความจริง

เพราะการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนาย จะต้องรอบคอบในการทำคดี พยานหลักฐานต่างๆจะต้องเพียงพอ

ไม่น่าจะเป็นการยัดเยียดข้อหาให้ด้วยวิธีง่ายๆเช่นนี้ แต่ถ้าเป็นจริงอย่างเช่นที่เล่ามา ก็ต้องถือว่าเป็นกรรมเก่าของน.ช.สำรวยก็แล้วกัน เมื่อเจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือนักโทษทั้งสองเสร็จ เวรผู้ใหญ่ได้ทำการอ่านคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรีให้น.ช.สำรวยและน.ช.พันธุ์ฟัง แล้วให้เซ็นทราบในคำสั่งนั้น ต่อจากนั้นได้ให้ทำพินัยกรรมซึ่งน.ช.สำรวยปฏิเสธที่จะทำ เมื่อเปิดโอกาสให้เขียนจดหมาย น.ช.สำรวยได้เขียนเพียงครึ่งหน้ากระดาษ โดยให้เหตุผลว่าเป็นคนเขียนหนังสือไม่เก่ง หลังจากเขียนจดหมายเสร็จ น.ช.สำรวยได้กล่าวว่า “ ผมขออโหสิกรรมให้พวกหัวหน้าทุกคน และพี่ๆตำรวจที่มาในวันนี้ด้วย ผมรู้ดีว่าทุกคนต้องทำตามหน้าที่ แต่ผมขอสาปแช่งและขออาฆาตผู้ที่ทำให้ผมต้องมาเปนอย่างนี้ไปทุกชาติ” พี่เลี้ยงนายหนึ่งได้ปลอบใจและแนะนำให้น.ช.สำรวยเลิกความอาฆาตแค้นเสีย น.ช.สำรวยได้แต่ส่ายหัวไปมา

พี่เลี้ยงนายหนึ่งจึงได้ไปยกอาหารมื้อสุดท้ายมาให้น.ช.สำรวย

แต่น.ช.สำรวยไม่แตะต้องอาหารแม้แต่น้อยหลังอาหารมื้อสุดท้าย ได้นำน.ช.สำรวยไปฟังเทศนาธรรมจากพระสงฆ์พร้อมน.ช.พันธุ์ เสร็จแล้วได้นำนักโทษประหารทั้งสองเดินไปที่ห้องประหาร โดยมีพี่เลี้ยง 2 นายเข้าประคองแขนน.ช.สำรวย และได้แวะกราบไหว้ที่หน้าศาลเจ้าพ่อเจตคุปต์พร้อมน.ช.พันธุ์ แต่เมื่อมาถึงโรงครัว (แดน9) ข้าพเจ้าก็ได้รับคำสั่งให้นำน.ช.สำรวยเข้าไปทำการประหารก่อนเพียงรายเดียว ข้าพเจ้าจึงฝากน.ช.พันธุ์ไว้กับพี่เลี้ยงอีกสองนาย และสับเปลี่ยนหน้าที่มานำน.ช.สำรวยไปห้องประหารแทนเมื่อเข้ามาถึงศาลาเย็นใจ ได้ให้นั่งที่เก้าอี้สีขาว ข้าพเจ้าได้หยิบดอกไม้ธูปเทียนส่งให้น.ช.สำรวย พร้อมกับบอกน.ช.สำรวยว่า “ สำรวยเห็นโบสถ์หลังนั้นไหม ผมอยากให้สำรวยไหว้พระประธานข้างใน แล้วขอให้สำรวยเลิกการอาฆาตจองเวร ไม่ว่าจะกับใครทั้งสิ้น สำรวยจะได้ไปสู่ภพที่ดี ที่ผ่านมาขอให้สำรวยคิดว่าเป็นกรรมเก่า และได้ชดใช้หมดสิ้นในชาตินี้แล้ว” น.ช.สำรวยได้ถอนหายใจออกมาหนึ่งเฮือก แล้วพยักหน้า “ ตกลงครับ ผมอโหสิกรรมให้พวกมันทุกคน” พี่เลี้ยงอีกนายได้หยิบผ้าดิบขึ้นผูกตาน.ช.สำรวย เสร็จแล้วข้าพเจ้าได้ประคองให้ลุกขึ้น นำเข้าไปภายในห้องประหาร เมื่อเข้าไปแล้วได้นำตัวไปที่หลักประหารหลักที่หนึ่ง จับตัวขึ้นนั่งบนแท่นไม้ ทำการผูกมัดตัวกบหลักประหาร ในระหว่างที่ผูกมัดอยู่นั้นน.ช.สำรวยได้ร้องขึ้นว่า “ทำไมผูกแน่นจังเลย ผมจะหายใจไม่ออกแล้ว” ข้าพเจ้าจึงได้บอกไป “จำเป็นต้องผูกให้แน่นนะสำรวย ผมไม่อยากให้สำรวยทรมาน ขอให้ทนแค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้น” เสร็จแล้วจึงกำหนดจุดหัวใจ ยกแผงผ้าม่านมาปิด และทำการตั้งเป้าตาวัว เมื่อได้ที่ดีแล้วจึงเอาทรายแห้งโรยรอบหลักประหาร และข้าพเจ้าได้กล่าวขออโหสิกรรมอีกครั้งหนึ่ง

ซึ่ง น.ช.สำรวยนิ่งเงียบไม่ขยับตัวหรือพูดอะไรออกมาอีกแล้วก็มาถึงหน้าที่ของพลเล็งปืนทำการบรรจุกระสุน

และตั้งศูนย์ปืนไปที่เป้าตาวัว เมื่อได้ที่ดีแล้ว เพชฌฆาตที่หนึ่งได้เข้าตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง เสร็จแล้วได้แจ้งให้หัวหน้าชุดประหารทราบ หัวหน้าชุดได้โบกธงแดงลง เพชฌฆาตที่หนึ่งทำการเหนี่ยวไกปืนทันที “ ปัง ๆๆๆๆๆ “ ใช้กระสุนไปทั้งสิ้น 6 นัด ทำการประหารเมื่อเวลา 18.32 น. เมื่อครบ 3 นาทีข้าพเจ้าและแพทย์ได้เข้าไปตรวจดู ปรากฏว่าน.ช.สำรวยได้สิ้นใจไปแล้ว หัวหน้าชุดประหารจึงสั่งให้นำลงจากหลัก แล้วนำไปเก็บไว้ในห้องเล็ก จากนั้นข้าพเจ้าจึงไปรับน.ช.พันธุ์มาทำการประหารต่อ หลังจากประหารน.ช.พันธุ์แล้ว จึงได้ไปนำร่างของน.ช.สำรวยออกมาจากห้องเล็ก จับให้นอนคว่ำหน้าเพื่อความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือต่อไปต้องขออภัยต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.อ.อินทร์บุรี ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวพาดพิงถึง ซึ่งข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าจะเป็นไปตามนั้น แต่เพื่อความสมบูรณ์ของหนังสือเล่มนี้ จำเป็นต้องนำทุกคำพูดรวมทั้งอาการต่างๆมาบรรยายประกอบ จึงต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยขอให้ดวงวิญญาณของนายสำรวย โตสุข จงไปสู่สุคติภพหมดสิ้นการอาฆาตจองเวรใดๆทั้งสิ้น*

ข้อมูล:เพชฌฆาต ณ ลานประหาร*